ทำไมต้องใช้น้ำมันเมล็ดกัญชงในเครื่องสำอาง

images

เหตุผลที่เราจำเป็นต้องใช้น้ำมันจากเมล็ดกัญชงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น มี 3 เหตุผลด้วยกัน คือ

1.) กฎหมายในปัจจุบัน (กพ64) กำหนดให้ใช้เฉพาะส่วนของน้ำมันจากเมล็ดกัญชงและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง เพื่อเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางเท่านั้น ในส่วนอื่นๆของต้นนั้นยังไม่อนุญาตให้ใช้

S 4096014

ที่มา: https://youtu.be/RI05vvXA-Ps

2.) น้ำมันจากเมล็ดกัญชง มีความปลอดภัยสูง เพราะปราศจากสาร CBD และ THC (อาจพบบ้างเล็กน้อยจากการปนเปื้อนของดอก) ในการสกัดน้ำมัน จึงได้รับอนุญาตให้ใช้ก่อนส่วนอื่นๆของพืชกัญชง

2021 02 25 2

3.) น้ำมันจากเมล็ดกัญชง มีสรรพคุณเป็นเลิศในการบำรุงผิว เพราะมีกรดไขมัน (Fatty acid) หลายชนิด เช่น Omega3,6,9 และวิตามินอีกหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามิน E นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดกัญชงยังมีสรรพคุณในการต้านการอักเสบของผิวหนังอีกด้วย (Anti-Inflammatory)

S 3965051

ที่มา: https://www.tnkbeauty.com/?p=747

เนื้อหากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชงและเครื่องสำอาง
ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า กฎกระทรวงดังกล่าวเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หน่วยราชการ วิสาหกิจชุมชนหรือภาคเอกชน ขออนุญาตผลิต ซึ่งทำได้ใน 2 รูปแบบคือ ปลูกและสกัด ขออนุญาตนำเข้า ส่งออก จำหน่ายได้ แต่เน้นย้ำว่าต้องขออนุญาตก่อน โดยวัตถุประสงค์ในการขอสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ตามกฎกระทรวงข้อที่ 4 หากเป็นหน่วยงานรัฐ ขออนุญาตปลูกเพื่อนำไปขายเชิงพานิชย์ ประโยชน์ทางการแพทย์ การวิจัย ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์นำไปขาย นอกจากนี้ กัญชงอยู่กับวิถีชีวิตของชาวเขาเผ่าม้งมานาน เช่น การนำเส้นใยผูกขวัญเด็กแรกเกิด การถักทอเสื้อผ้า ประกาศดังกล่าวจึงระบุด้วยว่าเพื่อการใช้ประโยชน์จากเส้นใยตามประเพณี วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิต และใช้ในครอบครัวเท่านั้น ทั้งนี้ มีพื้นที่ปลูกได้ครอบครัวละไม่เกินหนึ่งไร่
“วัตถุประสงค์แต่ละข้อ ไม่ว่าจะทางการแพทย์ ทางพานิชย์ หรืออื่น ๆ ก็จะมีการขออนุญาตตามวัตถุประสงค์ซึ่งมีเอกสารที่แตกต่างกันเล็กน้อยในการขออนุญาต กฎกระทรวงฉบับนี้ลงราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ระบุชัดว่าจะมีผลบังคับใช้ใน 30 วันหลังประกาศในราชกิจจาฯ ก็คือวันที่ 29 มกราคม 2564 สามารถยื่นขออนุญาตได้” ภญ.สุภัทรา กล่าว
ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า ตามกฎกระทรวงข้อที่ 11 ระบุในเรื่องขอการขออนุญาต ไว้ว่า ในกรณีที่ขออนุญาตผลิต จำหน่าย ครอบครอง หากสถานที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร(กทม.) สามารถขออนุญาตได้ที่ อย. ส่วนต่างจังหวัดให้ติดต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุข(สสจ.) ในจังหวัดที่จะดำเนินการ แต่หากเป็นกรณีนำเข้าหรือส่งออกจะต้องติดต่อขออนุญาตที่ อย.เท่านั้น
ขณะที่ ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2563 ที่ปลดล็อกส่วนของพืชกัญชาและกัญชงที่ไม่รวมช่อดอก ออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 จึงทำให้ใบ แก่น ราก ลำต้น กิ่ง ที่ไม่เป็นยาเสพติด ฉะนั้นผู้ที่รับอนุญาตปลูกกัญชง ก็สามารถขายส่วนที่ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษตามประกาศไปยังผู้ที่จะนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้
“สิ่งที่ อย.กำลังทำคือพยายามออกกฎหมายให้ใช้ทุกส่วนของกัญชาและกัญชงให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอิงตามความเสี่ยงของส่วนต่างๆ ของต้น เช่น ช่อดอกยังคงเป็นยาเสพติดและดำเนินตามแท็กของยาเสพติด ส่วนที่ทีเอชซีน้อยก็ขายไปยังผู้ที่จะนำไปทำผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยที่ อย.ดูแล ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร และยา ก็จะมีกฎหมายมารองรับให้ใช้ส่วนของกัญชงออกมาเป็นสินค้าขาย อย่างไรก็ตามประกาศกระทรวงของผลิตภัณฑ์ ๆ เริ่มทยอยออกมา” ภญ.สุภัทรา กล่าว
ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ตอนนี้มีประกาศเครื่องสำอางออกมาแล้วว่า สามารถให้น้ำมันหรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ใช้ในเครื่องสำอางได้ และต้นปี2564 ก็จะมีประกาศให้สารซีบีดี(Cannabidiol :CBD) อยู่ในเครื่องสำอางได้เช่นกัน ทั้งนี้ กำลังจะออกประกาศอาหาร เรื่องของการนำเมล็ดกัญชงทำเป็นอาหารเสริมได้ และโดยเฉพาะสมุนไพร มีความเปิดกว้างมาก ซึ่งสามารถนำกัญชงไปทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น ลูกประคบ ยาหมอง ครีมทาแก้แพ้จากน้ำมันกัญชง ทั้งนี้ อย.จะประกาศอนุญาตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ออกมาอีกเพิ่มเติม เพื่อเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถนำไปสร้างรายได้และเศรษฐกิจได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *