คอลลาเจน (Collagen)

natural collagen food 1536x1152 1

                คอลลาเจน คือ คือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง ขน เส้นผม และกระดูกอ่อน ซึ่งร่างกายมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ทําหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย โดยร่างกายจะสามารถผลิตคอลลาเจนได้มากในขณะที่เรามีอายุน้อย และจะลดปริมาณการผลิตคอลลาเจนลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงหรือในผู้ที่มีปัจจัยบางอย่างอาจทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย

                โดยคำว่า คอลลาเจน ในภาษาอังกฤษ Collagen มีที่มามาจากคำภาษากรีกคำว่า “kólla” ซึ่งแปลว่า “กาว” ดังนั้น คอลลาเจนจึงมีคุณสมบัติในการยึดเกาะสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันคล้ายกับกาวนั่นเอง

                คอลลาเจนเปปไทด์ ( Collagen peptides ) คือ โปรตีนที่พบมากในร่างกายมนุษย์เป็นกรดอะมิโนสายสั้นที่เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็น 8 ใน 9 ชนิด โดยนำคอลลาเจนที่มีโมเลกุลขนาดใหม่มาผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ ( Hydrolysis ) หรือปฏิกิริยาที่มีน้ำเข้าไปสลายพันธะทำให้สารโมเลกุลใหญ่ แตกตัวเป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กลงทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องใช้เพื่อสร้างเนื้อเยื่อ ผิวหนัง กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และหลอดเลือด คอลลาเจนเปปไทด์มีโปรตีนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ ไกลซีน ( glycine ) ไฮดรอกซีโพรลีน ( hydroxyproline ) และโพรลีน ( proline )

image 5

ประเภทคอลลาเจน

                คอลลาเจนมีทั้งหมด 28 ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันไปตามชนิดและรูปแบบของกรดอะมิโนที่ประกอบขึ้น คอลลาเจนที่พบบ่อยที่สุดในอาหารเสริมจะเป็นประเภท Collagen Type1 , Collagen Type2 , Collagen Type3 จากการศึกษาพบว่า Collagen Type 1 มีคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอยมากที่สุดในบรรดาคอลลาเจนประเภทต่าง ๆ โปรตีนเส้นใยนี้ช่วยลดริ้วรอยได้ดีที่สุดและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง โดยคอลลาเจนที่นิยมกันมีดังนี้

  1. คอลลาเจนชนิดที่ 1 ( Collagen Type 1 ) เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุดถึง 90 เปอร์เซ็นต์ในร่างกาย เส้นใยคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบโครงสร้างที่สำคัญของเนื้อเยื่อหลาย ๆ ในร่างกายสามารถพบได้ในผิวหนัง กระดูก เนื้อเยื่อ และผนังหลอดเลือด
  2. คอลลาเจนชนิดที่ 2 ( Collagen Type 2 ) เป็นคอลลาเจนที่สำคัญกับกระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้พบในกระดูกอ่อนประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าคอลลาเจนชนิดที่ 1 ช่วยสร้างกระดูกอ่อนขึ้นมาใหม่ ช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรคไขข้ออักเสบ
  3. คอลลาเจนชนิดที่ 3 ( Collagen Type 3 ) เป็นคอลลาเจนที่สำคัญต่อโครงสร้างของกล้ามเนื้อ อวัยวะ และหลอดเลือด เนื่องจากคอลลาเจน Type 3 พบมากที่สุดในกล้ามเนื้อมักใช้คอลลาเจนชนิดที่ 3 ช่วยในการสร้างมวลกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย ช่วยในการสังเคราะห์เกล็ดเลือดจึงมีความสำคัญต่อกระบวนคอลลาเจนประเภทที่ 4 (Collagen Type 4)
  4. คอลลาเจนชนิดที่ 4 ( Collagen Type 4 ) เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะความจำเพาะ มีหน้าที่ในการสร้างเบซัลลามินา พบได้เฉพาะบริเวณเส้นใยฝอยในเยื่อแผ่นบางๆ บริเวณนอกเซลล์ พบได้ในเซลล์เยื่อบุผนังทึบที่สร้างเนื้อเยื่อที่ล้อมรอบอวัยวะกล้ามเนื้อและไขมัน และยังมีความจำเป็นสำหรับการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย
  5. คอลลาเจนชนิดที่ 5 (Collagen Type 5 ) เป็นคอลลาเจนที่สร้างพื้นผิวของเซลล์ เนื้อเยื่อต่างๆ และเส้นผม
  6. คอลลาเจนชนิดที่ 10 (Collagen Type 10) คอลลาเจนชนิดที่ 10 เป็นคอลลาเจนที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ และกระดูกอ่อนของข้อ ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่มีประโยชน์ในการรักษาอาการกระดูกแตก และซ่อมแซมข้อต่อการแข็งตัวของเลือด
image 3

คอลลาเจน Tripeptide, Dipeptide, Peptide ต่างกันอย่างไร

                เปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคอลลาเจนไตรเปปไทด์, ไดเปปไทด์ และเปปไทด์

  1. คอลลาเจนเปปไทด์ (Peptide) ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช้าที่สุด เพราะมีขนาดโมเลกุลใหญ่ ถึง 2,000 ดาลตัน
  2. คอลลาเจนไตรเปปไทด์ (Tripeptide) ดูดซึมเข้าสู่ได้ร่างกายได้ปานกลาง เพราะมีขนาดโมเลกุลประมาณ 1,500 ดาลตัน
  3. คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Dipeptide) ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว ละลายในน้ำได้ดี เพราะมีโมเลกุลเฉลี่ยเล็กมากเพียง 200 ดาลตัน

                ประเภทคอลลาเจน ทั้ง 3 ชนิด แตกต่างกันที่ประสิทธิภาพในการดูดซึม ขนาดของโมเลกุลจะบอกถึงความเร็วหรือช้า ในการดูดซึม ยิ่งมีขนาดเล็กมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะดูดซึมได้ไวมากขึ้นเท่านั้น ชนิดที่มีขนาดเล็กทำให้ร่างกายลดขั้นตอนในการย่อย การทำงานต่าง ๆ ระหว่างคอลลาเจนและร่างกาย เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น ประเภทคอลลาเจนที่ดูดซึมได้ดีที่สุด ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์, คอลลาเจนไตรเปปไทด์ และคอลลาเจนเปปไทด์ ตามลำดับ

The 3D structure of collagen

อาหารที่ให้คอลลาเจนสูง

  1. ปลา นอกจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแล้ว ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการผลิตคอลลาเจนเช่นกัน ปลาทูน่าและปลาแซลมอน เป็นปลาที่อุดมไปด้วยคอลลาเจน  นอกจากนั้นคอลลาเจนจากปลานั้นดูดซึมได้ง่าย และให้คอลลาเจนประเภทที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ การบริโภคคอลลาเจนจากปลาจึงมีประโยชน์ต่อข้อต่อ ผิวหนัง อวัยวะที่สำคัญ เส้นเลือด การย่อยอาหาร และ กระดูก
  2. วัว คอลลาเจนจากวัวนั้นมาจากส่วนต่างๆ ของวัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนัง กระดูก และกล้ามเนื้อของวัว ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบจากคอลลาเจนประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ที่มีความ
  3. ไก่ คอลลาเจนประเภที่พบได้มากที่สุดในคอลลาเจนจากไก่คือ คอลลาเจนประเภทที่ 2 ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างกระดูกอ่อน ซึ่งทำให้คอลลาเจนประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อข้อต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลลาเจนจากไก่นั้นยังให้ชอนโดรอิตินซัลเฟต และกลูโคซาไมน์ซัลเฟต ซึ่งมีฤทธิ์ในการต่อต้านความชรา อาหารเสริมส่วนใหญ่ที่มีคอลลาเจนมักใช้คอลลาเจนจากไก่และให้คอลลาเจนประเภทที่ 2
  4. คอลลาเจนจากไข่นั้นพบได้ในเปลือกไข่และไข่ขาว ซึ่งมักมีคอลลาเจนประเภทที่ 1 และยังมีคอลลาเจนประเภทที่ 3 และ อื่นๆอีกด้วย
  5. หมู คอลลาเจนจากหมูเป็นคอลลาเจนที่ผลิตจากเนื้อหมู ซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับรองผลการใช้ และอนุญาตให้ใช้สำหรับการลบเรือนริ้วลอย และร่องลึกได้
  6. วิตามินซี สร้างพันธะระหว่างกรดอะมิโนซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตคอลลาเจน ทำให้เป็นสารอาหารที่กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน การเป็นสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยให้ผิวของคุณขับสารพิษและสารพิษที่เป็นสาเหตุหลักของผิวที่แข็งกระด้างและไม่ยืดหยุ่น และ ยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายได้อีกด้วย
  7. อะโวคาโด สามารถช่วยเร่งการผลิตคอลลาเจน ได้เป็นอย่างดี
  8. มะกอกดำและมะกอกเขียวก็เป็นแหล่งคอลลาเจนที่ดีเช่นกัน กำมะถันที่อุดมไปด้วยผักเหล่านี้ช่วยให้คุณรักษาผิวที่หย่อนคล้อยด้วยลักษณะเฉพาะของการผลิตคอลลาเจน
  9. แครอท สามารถส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนในร่างกายเนื่องจากมีวิตามินเอ ลองใส่แครอทลงในสลัดหรือน้ำซุปข้นเพราะจะควบคุมการไหลเวียนโลหิตและป้องกันการสลายคอลลาเจนและอีลาสตินของผิวหนัง
  10. ถั่ว อุดมไปด้วยกรดไฮยาลูโรนิกและสังกะสีซึ่งมีประโยชน์ในการส่งเสริมการผลิตคอลลาเจน และยังช่วยเร่งการสร้างเซลล์ อีกด้วย
  11. ผักใบเขียว ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนนอกเหนือจากประโยชน์ต่อสุขภาพอื่นๆ อาหารจากพืชสีเขียวทั้งหมดมีคลอโรฟิลล์ซึ่งไม่ให้พืชมีสีเขียว แต่ยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและคอลลาเจนที่มีประสิทธิภาพแก่ผิวหนังด้วย
  12. มะเขือเทศ มีวิตามินซีและไลโคปีนในปริมาณที่เหมาะสม  นักวิจัยหลายคนแสดงให้เห็นว่า ช่วยในการสร้างคอลลาเจนดีเช่นกัน
  13. ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง สามารถให้คอลลาเจนที่ดีเช่นกัน ช่วยในการป้องกันไม่ให้ผิวเสีย ช่วยกระตุ้นการผลิตเอนไซม์ที่ส่งเสริมสุขภาพผิว สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้

                             นอกจากนั้น คอลลาเจน ยังพบในแหล่งธรรมชาติอีกมากมาย เพียงแต่ในบางแหล่ง อาจได้ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ในขณะที่อาหารบางชนิด หากบริโภคเพื่อรับคอลลาเจนมากไปก็อาจได้สารอื่นที่ไม่ต้องการมาด้วย เช่น ไขมัน

Collagen Rich Foods High in Collagen

ประโยชน์ของคอลลาเจน

                คอลลาเจนสามรถทำให้โปรตีนขนาดใหญ่แตกตัวเป็นเปปไทด์ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ง่าย ช่วยบำรุ่งร่างกายเหมาะกับคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ และนอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ดังนี้

  1. ช่วยดูแลข้อต่อกระดูก รักษาโรคข้อเสื่อม
  2. ช่วยลดเลือนริ้วรอย
  3. ป้องกันฝ้า จุดด่างดำ
  4. ทำให้ผิวชุ่มชื้น ป้องกันการสูญเสียน้ำที่ชั้นผิว
  5. เพิ่มความยืดหยุ่น กระชับ เรียบเนียน ผิวขาวใส
  6. ช่วยให้ผมและเล็บแข็งแรง
  7. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  8. ลดกระบวนการสลายแคลเซียม
  9. ช่วยรักษาสิว ลดการอักเสบ
  10. คอลลาเจนช่วยปกป้องผิวและกรองสารพิษจากสิ่งแวดล้อมและเชื้อโรคอื่น ๆ ได้

กินคอลลาเจนอย่างไรให้ได้ประโยชน์

  1. กินคอลลาเจนตอนท้องว่าง แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ จะทำให้ได้รับประโยชน์จากคอลลาเจนมากที่สุด
  2. ทานคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของวิตามินซี หรือทานร่วมกับวิตามินซี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคอลลาเจนผิวขาว และทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น
  3. เลือกทานคอลลาเจนที่มีขนาดเล็ก เช่น คอลลาเจนเปปไทด์ ( Collagen Peptide ) เพราะสามารถดูดซึมเข้าร่างกายได้เร็วและมีประสิทธิภาพ
8 Potential Benefits of Collagen | Everyday Health

ร่างกายต้องการคอลลาเจนวันละเท่าไหร่

                ความต้องการคอลาเจนของแต่ละคนแต่ละช่วงอายุมีต้องการที่เหมาะสมแตกต่างกัน ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้

  • การทานคอลลาเจนเพื่อลดริ้วรอยให้รับประทานคอลลาเจนรับประทานวันละ 10,000 มก. ต่อวัน
  • หากต้องการทานคอลลาเจนเพื่อบำรุงสุขภาพเฉย ๆ ไม่หวังเห็นผลรวดเร็วให้รับประทานวันละ 5,000 มก. ต่อวัน
  • ผู้สูงอายุที่ต้องการทานเพื่อบำรุงรักษากระดูก ควรรับประทานระหว่าง 2,500 มก. – 5,000 มก. ต่อวัน

อ้างอิง :
 https://mgronline.com/celebonline/detail/9640000005579

https://know-supplement.com/tripeptide-dipeptide-peptide/

https://www.naturalfoodseries.com/13-collagen-boosting-foods/

https://know-supplement.com

https://www.ubereen.com/

https://amprohealth.com/magazine/collagen/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *